มาสด้าต่อยอดปล่อยแคมเปญเด็ด”M-DAY”

ข่าวในประเทศ – มาสด้ามั่นใจตลาดรถไปได้สวย เตรียมเอาใจลูกค้าต่อเนื่องงัดกลยุทธ์เด็ดแคมเปญใหญ่สุด และแรงที่สุดในรอบปีกับงานขอบคุณลูกค้ามาสด้า “M-DAY” เพื่อตอบสนองแฟนพันธุ์แท้รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตของมาสด้า ด้วยการมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มขอบคุณลูกค้าด้วยเงินดาวน์ต่ำสุดแค่ 10% หรือเลือกรับดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.79% พร้อมฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี

นายโชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ที่กำลังคึกคักอย่างมากมาตั้งแต่ต้นปี และมีแนวโน้มที่สดใสมากยิ่งขึ้น สำหรับการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในครั้งนี้มาสด้าได้เตรียมจัดแคมเปญอย่างยิ่งใหญ่ “Mazda M-DAY” ที่จัดขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และในปีนี้มาสด้าคาดว่า ตลอดระยะเวลาเพียง 11 วันเท่านั้นของการจัดงาน จะมีลูกค้าให้ความสนใจเข้าโชว์รูมอย่างเนืองแน่น และตั้งเป้าหมายว่าจะได้ยอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 3,000 คัน เนื่องจากเป็นข้อเสนอที่แรงที่สุดจากมาสด้าในปีนี้ และมีเพียงครั้งเดียวในรอบปีเท่านั้น ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกำลังบูมสุดขีด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลานี้

สำหรับโปรโมชั่นสุดพิเศษที่มาสด้ามอบให้กับลูกค้าในช่วง มาสด้า “M-DAY” ประกอบด้วยรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า2 ใหม่ ทั้งรุ่นแฮ็ชแบค 5 ประตู และรุ่นซีดาน 4 ประตู โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 535,000 บาทเท่านั้น ด้วยเงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 10% หรือเลือกรับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 1.99% เท่านั้น พร้อมกันนี้ยังมอบความอุ่นใจด้วยประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี และสำหรับลูกค้าที่หลงใหลการตกแต่งเพิ่มเติมสไตล์สปอร์ต มาสด้ายินดีมอบส่วนลดพิเศษสำหรับอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโรงงานอีก 20%

ในส่วนของรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 ใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแบบสปอร์ตรอบคัน ที่สร้างความฮือฮาร้อนแรงมากที่สุดมาตลอดตั้งแต่เปิดตัว รับข้อเสนอสุดพิเศษเงินดาวน์ต่ำเพียง 10% หรือ ดอกเบี้ยอัตราพิเศษเพียง 1.79% พร้อมรับฟรี ค่าบำรุงรักษานานสูงสุดถึง 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร และประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี (ยกเว้นรุ่น 1.6L Hatchback ดอกเบี้ย 2.19% )

รถสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ รับข้อเสนอสุดพิเศษโดยลูกค้าสามารถนำรถยนต์มาสด้ารุ่นใดก็ได้มาเทิร์น รับเงินเพิ่มจากราคาประเมินทันที 20,000 บาท หรือนำรถยนต์ยี่ห้อใดก็ได้รับเงินเพิ่ม 15,000 บาท พร้อมเงินดาวน์ต่ำเพียง 10% นานสูงถึง 72 เดือน รับฟรีพร้อมรับประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีและในส่วนของรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมคาร์ของมาสด้าประกอบด้วยรถสปอร์ตครอสโอเวอร์สุดหรู 7 ที่นั่ง มาสด้า ซีเอ็กซ์-9 ใหม่ รับฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี และรถสปอร์ตโรดสเตอร์มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 ใหม่ รับฟรีประกันคุณภาพนานถึง 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร ฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี พร้อมกันนี้ลูกค้ามาสด้าทุกรุ่นยังจะได้รับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีด้วยเช่นกัน เพื่อสร้างความอุ่นใจตลอดการเดินทาง

ที่มา : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000124676

เปิดแผน Toyota Etios งวดนี้มี hybrid ทำตลาดในอินเดีย

หลังจากที่ Toyota ได้เปิดตัวว่าที่รถยนต์ Eco-car รุ่นใหม่ ที่จะทำตลาดในประเทศอินเดียไปแล้วอย่าง
Toyota Etios ซึ่งเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงาน และในเบื้องต้น เครื่องยนต์ที่จะทำตลาดจะเป็นเครื่องยนต์
เบนซิน แต่ล่าสุด ประธานบริหาร Toyota แห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก Mr.Mitsushioro Sonada ก็ได้ออกมา
แถลงข่าวว่า ทาง Toyota กำลังมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ Toyota Etios ในรุ่นเครื่องยนต์อื่นๆที่เป็นเครื่องยนต์
ที่ใช้พลังงานทางเลือกอีกด้วย
และสำหรับเครื่องยนต์ที่เป็นพลังงานทางเลือกที่จะนำมาประจำการใน Toyota Etios นอกเหนือจากเครื่องยนต์
เบนซินก็ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล และยังมีเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานควบคู่กับน้ำมันอย่างก๊าซ CNG และ LPG
และที่เป็นไฮไลท์สำหรับ Toyota Etios ก็ยังมีเครื่องยนต์ hybrid อีกด้วย
นอกจากนี้ ทาง Toyota ยังได้ตั้งเป้าที่จะจำหน่ายรถยนต์ Toyota Etios เครื่องยนต์สันดาปภายในชนิดเบนซิน
เอาไว้ที่ปีละ 65,000 คัน ภายในปี 2011 ส่วนรุ่นเครื่องยนต์อื่นๆนั้น ยังไม่มีการประกาศเป้ายอดขายออกมา
แต่อย่างใด
สำหรับคนไทย หมดสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของ Toyota Etios แน่นอน เพราะรถยนต์รุ่นนี้ จะทำตลาดเฉพาะใน
ประเทศอินเดียเท่านั้น

เก๋งคอมแพ็กต์ร้อน 3 ค่ายปรับโฉมชน

จีเอ็มนำ “เชฟโรเลต ครูซ” มาเผยโฉมแบบแวบๆ ชนิดช่างภาพก็ยังตั้งหลักไม่ทัน ในงานแถลงข่าวทิศทางใหม่ของบริษัทฯ

ตลาดเก๋งคอมแพ็กต์ร้อนแรง ตั้งแต่เข้าสู่โค้งแรกของครึ่งปีหลัง เมื่อค่ายรถดาหน้าออกมาเรียกลูกค้า แม้แต่ค่ายจีเอ็มที่ประกาศแผนธุรกิจในไทย ยังปั่นกระแสให้กับ “เชฟโรเลต ครูซ” ยืนยันจะขึ้นไลน์ประกอบและส่งลงทำตลาดในไทยช่วงปลายปีนี้แน่นอน พร้อมเผยอนาคตจะมีรุ่นรองรับพลังงานทดแทนทยอยตามออกมา เรียกว่ายังไม่ถึงเวลาก็ขอเบรกกระแสคู่แข่งเอาไว้ก่อน เมื่อค่าย“มาสด้า” ทำการแต่งหน้าทาปากใหม่ให้กับ “มาสด้า3” โฉบเฉี่ยวสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ไม่แตกต่างระหว่างรุ่น 1.6 และ 2.0 ลิตร เคาะราคาเริ่มต้น 7.55 แสนบาท หวังเรียกแรงซื้อจากลูกค้า สู่เป้าหมาย 6,000 คันในปีนี้ แต่ไม่ว่าค่ายไหนคงต้องสะเทือนกันหมด กับการที่ยักษ์ใหญ่ “โตโยต้า” บิ๊กไมเนอร์เชนจ์ให้กับ “โคโรลล่า อัลติส” ทั้งรูปลักษณ์และโดยเฉพาะสมรรถนะ ที่ปรับเครื่องยนต์เป็นแบบ Dual VVT-i เหมือนกันหมด และยังเปลี่ยนเกียร์ธรรมดาเป็นแบบ 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 7 สปีด ทำให้สมรรถนะแรงและไหลลื่นขึ้นกว่าเดิม

โฉมหน้ามาสด้า 3 แฮทช์แบ็ก

กระแสความแรงของเก๋งขนาดเล็กในช่วงที่ผ่านมา บดบังตลาดรถยนต์ประเภทอื่นๆ เสียหมด แม้แต่เก๋งคอมแพ็กต์ที่เคยเป็นตลาดใหญ่ของกลุ่มรถยนต์นั่ง ยังต้องหลบทางให้กับเก๋งเล็กทั้งหลายที่ทยอยเปิดตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นเก๋งซับคอมแพ็กต์ และอีโคคาร์ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้คิวเปิดตัวของบรรดาเก๋งเล็กรุ่นสำคัญ จะเว้นระยะไปช่วงหนึ่งจนกว่าถึงต้นปีหน้า ที่เป็นกำหนดการอีโคคาร์ของฮอนด้าจะถูกส่งลงทำตลาด ช่วงนี้จึงนับว่าเป็นโอกาสของเก๋งคอมแพ็กต์ ที่จะกลับมาสร้างสีสันอีกครั้ง และเพียงแค่เข้าสู่เดือนที่สองของช่วงครึ่งปีหลัง เก๋งคอมแพ็กต์ก็เริ่มขยับเขย่าตลาดกันอย่างคึกคักแล้ว

จริงๆ แล้วเริ่มมีการชิมลางของเก๋งคอมแพ็กต์ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมแล้ว เมื่อค่ายเจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย หรือจีเอ็ม(GM) ประเทศไทย เปิดแถลงข่าวทิศทางใหม่ของจีเอ็มในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในงานนี้ได้สร้างความแปลกใจให้กับสื่อมวลชนเล็กน้อย ด้วยการนำ “เชฟโรเลต ครูซ” มาเผยโฉมแบบแวบๆ ชนิดช่างภาพก็ยังตั้งหลักไม่ทัน กว่าจะฮือเข้าไปถ่ายภาพรถก็หายกลับเข้าไปหลังเวทีเสียแล้ว

“นี่คือเชฟโรเลต ครูซ ที่เป็นการนำเสนอการออกแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยเน้นถึงรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและสะท้อนถึงความปลอดภัยในการขับขี่ และแน่นอนว่าจะต้องมีตราสัญลักษณ์โบว์ไท ที่ใช้กับรถยนต์เชฟโรเลตทั่วโลก ซึ่งจะพบกับรถยนต์เชฟโรเลต ครูซ ในไทยได้ช่วงปลายปีนี้”

นั่นคือคำกล่าวของ “มาร์ติน แอพเฟล” ประธานกรรมการคนใหม่ของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสเอเชีย โอเปอเรชั่นส์ จำกัด ที่ดูแลจีเอ็มทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน และบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด และว่าจะรถรุ่นนี้จะประสบความสำเร็จในไทย เช่นเดียวกับที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้นำเข้าจากเกาหลีมาเปิดตัวทำตลาด ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่วนในไทยจะเป็นการขึ้นไลน์ประกอบที่โรงงานของจีเอ็ม จังหวัดระยอง

สำหรับเชฟโรเลต ครูซ จะมาทำตลาดแทนรุ่นออปตร้า ซึ่งตามรายงานข่าวจะมีให้เลือกหลักๆ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 1.8 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร กำลังพิจารณาทางการตลาดอยู่ ส่วนเครื่องยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 แอพเฟลบอกว่าคงต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาสักระยะ จะเห็นได้คงใช้เวลานับจากนี้ประมาณ 18 เดือน เช่นเดียวกับรถใช้พลังงานเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี ที่เป็นอีกความสำเร็จของจีเอ็มในไทย และจะต้องเดินหน้าต่อไปแน่นอน

แต่ก่อนที่จะจีเอ็มจะขยับเป็นรูปธรรม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ต้องเจอกับงานหนักเสียแล้ว จากการเปิดตัวเก๋งคอมแพ็กต์ใหม่จาก 2 ค่าย ที่ประสบความสำเร็จในตลาดดังกล่าว เริ่มตั้งแต่ “มาสด้า” ที่ทำการแต่งหน้าทาปากให้กับ “มาสด้า3” หวังดันยอดช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากยื้อทำตลาดมานานหลายปี โดยได้ทำการแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

มาสด้า3 ใหม่ ได้ปรับรูปลักษณ์ภายนอกใหม่ โดยในรุ่นซีดาน หรือ 4 ประตูมีปรับกระจังหน้าเป็นแบบเดียวกันกับรุ่น 2.0 ลิตร พร้อมกันชนหน้าและหลังแบบสปอร์ตใหม่ ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ส่วนรุ่น 5 ประตูติดตั้งชุดแต่งสปอร์ตรอบคันดีไซน์ใหม่ สเกิร์ตหน้า ด้านข้างและหลังดีไซน์สปอร์ต ปลายท่อไอเสียสแตนเลสทรงสปอร์ต เซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด สีเดียวกับตัวรถ ด้านภายในด้วยปุ่มแอร์อัตโนมัติ แต่งด้วยโครเมียม พร้อมออปชั่น AUX เชื่อมต่อเครื่องเล่น iPod และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาอื่นๆ

เครื่องยนต์มาสด้า 3 ยังเป็นบล็อก MZR 2.0 ลิตร DOHC 16 วาล์ว 147 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 182 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ MZR 1.6 ลิตร 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 145 นิวตัน-มตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบวาล์วแปรผัน SVT (Sequential Valve Timing) ที่มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ Activematic 4 สปีดเช่นเดิม

โดยราคาของมาสด้า 3 ใหม่ รุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร เริ่มต้น 755,000 – 857,000บาท และรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ราคา 966,000 บาท ส่วนรุ่น 5 ประตู ราคา 1,035,000 บาท ซึ่งผลจากการแต่งหน้าทาปากใหม่ครั้งนี้ มาสด้าหวังจะผลักดันให้รถรุ่นบรรลุยอดขาย 6,000 คันตามเป้าหมายแน่นอน

มาสด้า 3 รุ่น 4ประตู

ส่วนที่ได้รับการจับตามองพิเศษ เห็นจะเป็นการเปิดตัวของ “โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ ซึ่งแนะนำสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพราะไม่เพียงเป็นรุ่นนำของตลาดคอมแพ็กต์ในไทย ยังถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ทีเดียว ทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และสมรรถนะ นับตั้งแต่เปิดตัวโฉมนี้มาตั้งแต่ปี 2551

ทั้งนี้โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ยังคงมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 รุ่นหลักเช่นเดิม แต่ได้ปรับเปลี่ยนระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร เป็นแบบ Dual VVT-i (ยกเว้น 1.6 CNG ยังใช้ VVT-i เหมือนเดิม)เช่นเดียวกับรุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งจะมีการทำงานทั้งวาล์วไอดีและไอเสีย ทำให้มีพละกำลังตอบสนองอัตราเร่งได้เป็นอย่างดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อัลติส รุ่น 2.0 ลิตร

โดยรุ่น 1.6 ลิตร มีแรงม้าจาก 109 ตัว เพิ่มเป็น 122 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที และแรงบิดจาก 145 ที่ 4400 รอบต่อนาที เป็น 154 ที่ 5200 รอบต่อนาที และในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร สมรรถนะกำลังจาก 132 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 170 ที่ 4200 รอบต่อนาที เพิ่มเป็น 140 แรงม้า ที่ 6400 รอบต่อนาที แรงบิด 173 ที่ 4000 รอบต่อนาที

ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่ระบบวาล์วแปรผันเป็นแบบ VVT-i อยู่แล้ว แต่ได้มีการปรับสมรรถนะจากเดิมให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 5600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 189 ที่ 4400 รอบต่อนาที เป็น 145 ที่ 6200 รอบต่อนาที แรงบิด 187 ที่ 3600 รอบต่อนาที ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ หรือซีเอ็นจี(CNG) ไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังยกชุดระบบส่งกำลัง จากเดิมรุ่น 1.6 ลิตร เป็นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เปลี่ยนมาเป็น 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร หันมาใช้แบบอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT 7 สปีด พร้อมเล่นเปลี่ยนเกียร์เองได้ แต่เกียร์อัตโนมัติของรุ่น 1.6 ลิตร ยังใช้แบบเฟือง 4 สปีดเหมือนเดิม

ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอก ได้ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่และกว้างขึ้น เช่นเดียวกับกันชนหน้าที่ขนาดใหญ่และดูสปอร์ต ส่วนไฟท้าย กันชนหลังและรีเฟลกเตอร์ดีไซน์ใหม่ ซึ่งในรุ่น 2.0 ลิตร ไม่เพียงกระจังหน้าใหม่มีบาร์กลาง ยังมากับชุดแต่งรอบคันอีกด้วย

ส่วนภายในโคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้ปรับสีลายไม้-สีเมเทลิก ที่แปะบริเวณแผงคอนโซล และประตูข้าง เครื่องเสียงเพิ่มช่องต่อ AUX ตามสมัยนิยมจากโรงงาน ส่วนรุ่นท็อป 2.0 ลิตร เปลี่ยนวงพวงมาลัยให้ดูสปอร์ตคล้ายรถแข่ง โดยราคาเริ่มต้น 7.44 แสนบาท – 1.204 ล้านบาท

จากความเคลื่อนไหวของทั้ง 3 ค่าย คงทำให้ผู้ที่ชื่นชอบเก๋งคอมแพ็กต์ ตัดสินใจจะเดินเข้าโชว์รูมไหน? เมื่อไหร่?

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000108549

ฟอร์ดเผยราคาเฟียสต้าเริ่ม 5.29 แสนบาท

วันนี้(6 ก.ค.) ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ทำพิธีเปิดสายการผลิต เก๋งซับ-คอมแพกต์รุ่นใหม่ “เฟียสต้า” ณ โรงงาน ออโต้อัลลานแอนซ์ จังหวัดระยอง อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยราคาขายเริ่มต้น 5.29 แสนบาท

สำหรับฟอร์ด เฟียสต้า แฮทซ์แบ็ก-ซีดาน มาพร้อมทางเลือก 3 รุ่น คือ สไตล์ เทรนด์ และสปอร์ต โดยแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันในรายละเอียดการตกแต่ง และออปชัน

โดยเฟียสต้า รุ่นเทรนด์ และสปอร์ต จะติดตั้งระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีดรุ่นใหม่ ที่ให้การตอบสนองที่ดีเยี่ยมและประหยัดน้ำมันเหมือนเกียร์ธรรมดา ในขณะเดียวกันก็มอบความสะดวกสบายในการขับขี่เช่นเดียวกับเกียร์อัตโนมัติ

ระบบเกียร์อัตโนมัติ พาวเวอร์ชิฟท์ ของฟอร์ด เฟียสต้า มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร ดูราเทค และระบบแปรผันแคมชาร์ฟแบบอิสระคู่ (Ti-VCT) ที่ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 121 แรงม้า (89KW) และสมรรถนะการขับขี่ที่ต่อเนื่องด้วยแรงบิดสูงสุด 151 นิวตัน-เมตรที่ 4,050 รอบต่อนาที สร้างความสมดุลสูงสุดให้กับสมรรถนะการขับขี่และอัตราการประหยัดน้ำมัน

อุปกรณ์พื้นฐานภายในรถฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ทุกรุ่น ประกอบด้วย กระจกแบบอัตโนมัติ (มีระบบควบคุมการใช้งานแบบกดเพียงครั้งเดียว เพื่อปรับลดและปิดกระจกด้านคนขับ) พร้อมด้วยพวงมาลัยแบบปรับระดับได้ และการเปิดล็อกรถด้วยรีโมท คอนโทรล (Keyless)

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อเครื่องเล่นเอ็มพี3 ตรงผ่านช่องรับสัญญาณ (AUX) ในขณะที่รุ่นสปอร์ตจะมาพร้อมช่องเชื่อมต่อยูเอสบี (USB) โดยการแสดงผลการทำงานทั้งหมดจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอแสดงผลแบบดิจิตอลที่ติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลางของรถ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเพื่อเลือกเพลงที่ต้องการได้อย่างสะดวกง่ายดาย เพียงเลื่อนปุ่มควบคุม หรือเพียงใช้ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย (เฉพาะในรุ่นสปอร์ต)

อย่างไรก็ตามเฟียสต้า สปอร์ต ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อด้วยระบบบลูทูธ และระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Control) ที่มีการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับนี้ ช่วยให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อการสื่อสารกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ด้วยระบบไร้สาย โดยผู้ขับขี่สามารถใช้เสียงสั่งเพื่อโทรออก และรับสายได้อย่างสะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ ระบบสั่งการด้วยเสียงยังสามารถเปลี่ยนคลื่นบนหน้าปัดวิทยุ หรือแผ่นซีดี ซึ่งเล่นผ่านลำโพงที่ติดตั้งภายในรถถึง 6 จุด

ด้านอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย มีทั้ง ถุงลมนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในทุกรุ่น และยังมีถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าสำหรับเฟียสต้าในรุ่นเทรนด์ และรุ่นสปอร์ต ในเฟียสต้าทุกรุ่นยังมีการติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD)

ขณะที่เฟียสต้า รุ่นเทรนด์ และรุ่นสปอร์ตได้มีการติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ESP) ขึ้นครั้งแรกในรถยนต์ระดับนี้ ระบบ ESP ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยการใช้เซนเซอร์จับสัญญาณการสูญเสียการยึดเกาะถนนและส่งแรงเบรกไปยังล้อแต่ละล้อแบบอัตโนมัติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรถไม่ว่าอยู่ในสภาพถนนแบบใด

สำหรับเฟียสต้า รุ่นสไตล์ ตัวถังซีดาน วางเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา สนนราคา 529,000 บาท รถรุ่นนี้ยังมีตัวเลือกระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ที่ราคา 564,000 บาทอีกด้วย ส่วนเฟียสต้า รุ่นสไตล์ แฮทซ์แบ็ก เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ ราคา 574,000 บาท

เฟียสต้า รุ่นเทรนด์ ตัวถังซีดาน เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ราคา 644,000 บาท ประตู และ 654,000 บาท สำหรับแฮทซ์แบ็ก ส่วนรุ่นท็อปสปอร์ต ราคา 699,000 บาท โดยตัวถังซีดาน จะเพิ่มเบาะหนังแบบพรีเมียม และระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์ติดตั้งมาตรฐาน

สำหรับ เฟียสต้า รับจองแล้วที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ ส่วนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ราคารุ่นตัวถังซีดาน

รุ่นย่อย ราคา(บาท)
1.4 สไตล์ เกียร์ธรรมดา 529,000
1.4 สไตล์ เกียร์อัตโนมัติ 564,000
1.6 เทรนด์ เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 644,000
1.6 สปอร์ต เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 699,000
ราคารุ่นตัวถังแฮทซ์แบ็ก
รุ่นย่อย ราคา(บาท)
1.4 สไตล์ เกียร์อัตโนมัติ 574,000
1.6 เทรนด์ เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 654,000
1.6 สปอร์ต เกียร์เพาวเวอร์ชิฟท์ 699,000

ที่มา : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000093007

“แจ๊ซ”ปล่อยตัวแต่ง“Active Plus” เพิ่ม 4.95 หมื่นบาท

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ปล่อยทีเด็ด แจ๊ซ “Active Plus” ตกแต่งพิเศษผลิตจำนวนจำกัด โดยนำเข้าพาร์ทจากประเทศญี่ปุ่น แบ่งสองรุ่นย่อย V กับ V (SRS) อัพราคาขึ้นจากรุ่นปกติ 4.95 หมื่นบาท

แจ๊ซ “Active Plus” ยังคงสมรรถนะของเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า มีให้เลือกเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันแบบสปอร์ต นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยกันชนหน้า เสริมไฟตัดหมอก ขณะที่กันชนหลังดีไซน์ใหม่

โฉบเฉี่ยวกับกระจังหน้า และสเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วลายใหม่ พร้อมป้ายสัญลักษณ์ “Active Plus” นอกจากนี้ยังเพิ่มออปชันอำนวยความสะดวกอย่างเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุดอีกด้วย

ฮอนด้า แจ๊ซ “Active Plus” มี 3 สี คือ ขาวทาฟเฟต้า สีเหลืองเฮลิออส (มุก) และสีฟ้าเซรูเลียน (เมทัลลิก) ใน 2 รุ่นย่อย V ราคา 679,500 บาท และรุ่น V (SRS) ที่เสริมถุงลมนิรภัยคู่หน้าและเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ ราคา699,500 บาท โดยฮอนด้าแจ้งว่า จะผลิตจำกัดแต่ไม่ได้ระบุจำนวนกี่คัน

ที่มา : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000085425

2010 All New Suzuki Swift เปิดตัวเร็วกว่าที่คาด!!

และแล้ว Suzuki ก็ทำเซอร์ไพร์ซให้แก่กระผมอีกแล้ว
เมื่อคิดชิงเปิดตัว Suzuki Swift โฉมใหม่ในวันนี้ ( 10 มิถุนายน 2010)
แทนที่จะเปิดตัวในงาน Frankfurt Motorshow 2010 เดือนกันยายน
ตามที่เป็นข่าวลือ

Suzuki Swift ยังคงรักษาบุคลิกรถทรงกล่องแบบเดิม
แต่เพิ่มเส้นสายโค้งเว้าโค้งมนให้ดูทันสมัยขึ้น
ขยายขนาดตัวถังเล็กน้อย จนบางคนก็ว่านี่มันรุ่น Minorchangeหรือเปล่า?

อันที่จริงผมเคยอ่านเว็บบล๊อกรถยนต์อินเดียแห่งหนึ่ง
เขาก็บอกว่า Swift ตัวใหม่นี่ล่ะจะเปิดตัวในวันที่ 10 มิถุนายนนี้
เราก็เลยเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งบ้าง

วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเว็บบล๊อกนั้นพูดความจริง
ผมน่าจะเอะใจก่อนแล้วว่าทำไมถึงมีภาพหลุด Suzuki Swift
ในฮังการีชนิดที่ไม่ต้องคลุมผ้าอีกต่อไป
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง

Suzuki เลือกเผยแพร่ภาพและข้อมูลเบื้องต้น Swift เจเนเรชั่นที่ 3
(หากนับเฉพาะรถที่ถูกพัฒนาเพื่อเป็น “Swift” โดยเฉพาะ
ไม่นับรวม Suzuzki Ignis แล้วมาประทับตรา Swift ในตลาดญี่ปุ่น)
บนสื่ออินเตอร์เน็ตแทนที่จะอดใจรอเปิดตัวในงานโชว์รถ

จากนั้น Suzuki ก็จัดงานเปิดตัว Swift ในระดับ World Premier
ที่โรงงาน Magyar Suzuki ในประเทศฮังการีแทน

Suzuki เลือกสานต่อความสำเร็จของ Swift เจเนเรชั่นที่แล้ว
ที่ล้วนแต่ได้รับคำยกย่องชมเชยไปเสียแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็น
ด้านการออกแบบ, สมรรถนะการขับขี่, คุณภาพการบังคับควบคุม
, ระบบความปลอดภัย

Suzuki เลือกรักษาเอกลักษณ์ Swift รุ่นที่แล้วไว้แทบครบทุกประการ
เพียงแต่ออกแบบรถให้ทันสมัยตามแนวทาง Suzuki DNA ยุคใหม่
ดั่งที่เราพึงจะเห็นใน Suzuki Kizashi รถซีดาน D-segment คันแรก
ที่ Suzuki พัฒนาขึ้นเอง

มิติตัวถัง Suzuki Swift โฉมใหม่ก็ต้องใหญ่ขึ้นในระดับใกล้เคียง
รถซับคอมแพคท์แฮทช์แบคทั่วไป หากยังรักษาขนาดตัวถังไว้ขนาดเดิมเห็นที
จะต่อกรกับคู่แข่งลำบาก

Swift รุ่นใหม่มีความยาว 3,850 มม. ยาวกว่ารุ่นเดิมถึง 90 มม. ความกว้าง 1,695 มม.
กว้างกว่ารุ่นเดิม 5 มม. ความสูง 1,510 มม. ฐานล้อยาว 2,430 มม. ยาวกว่ารุ่นเดิม 40 มม.
แทร๊คล้อคู่หน้ากว้าง 1,480 มม.(รุ่นเดิม 1,470 มม.) แทร๊คล้อคู่หลังกว้าง 1,485 มม.
(รุ่นเดิม 1,480 มม.)

สิ่งที่ค้างคาใจแฟน ๆ ชาว Swift ก็คือการออกแบบที่ดูละม้ายคล้ายของเดิมมาก
แม้ใน Press Release ยังไม่บอกเหตุผลดังกล่าว แต่มั่นใจว่า
นี่ล่ะเป็นแนวทางของ Swift ที่ Suzuki จะต้องพัฒนาให้ไกลกว่าเดิม
ขืนสุ่มเสี่ยงออกแบบใหม่หมดก็ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะประสบความสำเร็จ
เหมือนรุ่นที่แล้วหรือเปล่า

นอกจากนี้ Suzuki ยังต้องปรับปรุงอัตราสิ้นเปลือง, ค่าไอเสีย
และที่ Suzuki ละเลยไม่ได้เลยนั่นก็คือความปลอดภัย

Suzuki Swift โฉมใหม่จึงใช้เหล็กทนต่อการบิดตัวสูง
ที่ทั้งน้ำหนักเบากว่าและทนต่อการบิดตัวสูงกว่าเดิม
รวมทั้งออกแบบตัวรถให้มีความแข็งแกร่งต่อการชนและหนำซ้ำ
ยังปลอดภัยต่อผู้เดินทางเท้ามากกว่าเดิมด้วย

ส่วนการออกแบบภายในห้องโดยสารก็มาแนวสปอร์ต
ติดหรูหราขึ้นนิด ๆ ดูไม่ถึงกับเรียบง่ายเหมือนรุ่นที่แล้ว
เพียงแต่ Press Release ยังไม่ปล่อยรูปภาพภายใน
อย่างเป็นทางการต้องรอกันสักพักน่าจะได้เห็นกัน

คุณภาพการขับขี่นั้นไม่เป็นรองใครแถมยังจะดีขึ้นกว่าเดิมด้วย
เพราะ Swift ใหม่ขยายความกว้างแทร๊คล้อรอบคันกว้าง
พร้อมยางติดรถจากโรงงานแก้มเตี้ยกว่าเดิมแค่นี้ก็ทำให้
คุณภาพการบังคับควบคุมดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมแน่นอน

เครื่องยนต์ Suzuki Swift โฉมใหม่เป็นอะไรที่ Suzuki
ภูมิใจนำเสนอมากด้วยเครื่องยนต์เบนซินบล๊อกใหม่ขนาด 1.2 ลิตร
พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย (Dual VVT)
แทนที่บล๊อก M13A ในรุ่นที่แล้ว

อย่าเพิ่งปรามาสมันเพียงเพราะคิดว่ามันมีความจุกระบอกสูบ
0.1 ลิตร เครื่องบล๊อกนี้เค้นพลังได้มากกว่าเครื่องเดิมที่
94 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที ขณะที่เครื่องบล๊อก 1.3 ลิตรเดิม
ปั่นม้าได้ 91 แรงม้า (PS)

แรงบิดสูงสุดของเครื่องบล๊อกใหม่ทำได้ 11.91 กิโลกรัม เมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที
ขณะที่เครื่องบล๊อก 1.3 ลิตรเดิมมีแรงบิดแค่ 11.71 กิโลกรัมเมตรเท่านั้น

แรงขึ้นแต่กลับประหยัดน้ำมันขึ้นด้วยค่าเฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 56.5mpg
หรือ 24 กิโลเมตรต่อลิตร ประหยัดกว่าเครื่องบล๊อก 1.3 ลิตรเดิมถึง 7.8mpg
หรือ 3.3 กิโลเมตรต่อลิตร

เครื่อง 1.2 ลิตรบล๊อกใหม่ยังปล่อยค่าไอเสีย CO2 เพียงแค่ 116 กรัมต่อกิโลเมตร
ลดมลพิษมากกว่าเครื่องรุ่นก่อนราว 17%

ในเมื่อจำหน่ายในตลาดยุโรปก็ต้องมีเครื่องยนต์ดีเซล 1.3 ลิตรบล๊อกใหม่ขายควบคู่ไปด้วย
แม้จะไม่บอกสเปคอะไรนัก รู้แต่เพียงแค่มันประหยัดน้ำมัน 67.3 mpg หรือ 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร
ประหยัดกว่าเครื่องดีเซลรุ่นก่อนที่มีอัตราสิ้นเปลืองแค่ 62.8 mpg หรือ 26.6 กิโลเมตรต่อลิตร
ปล่อยค่าไอเสีย CO2 เพียงแค่ 109 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ใน Press Release ยังไม่ระบุเวลาการวางจำหน่าย Suzuki Swift โฉมใหม่ทั่วโลก
ทราบแต่เพียงว่ามันจะวางจำหน่ายในสหราชอาณาจักช่วงฤดูร้อนของปีนี้ ส่วนรุ่นเครื่องดีเซล
จะวางจำหน่ายราวต้นปีหน้า

แต่ผมสามารถบอกเพิ่มเติมได้แค่ว่าตลาดประเทศญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัว Swift ใหม่
ในช่วงเดือนกันยายนปีนี้ และคาดว่าน่าจะเปิดตัวพร้อมกับตลาดยุโรปอย่างที่เคยเป็น
ในรุ่นที่แล้ว

ส่วนประเทศไทยต้องรอความชัดเจนจากทางบริษัทแม่อีกครั้งหนึ่งว่า
จะให้ประเทศไหนรับผิดชอบการผลิต Swift โฉมใหม่
ระหว่างโรงงานปลวกแดง ประเทศไทย, ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลย์เซีย
กันอย่างไร

เราก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า Suzuki คิดจะรวบยอดให้ประเทศไทย
เป็นฐานการผลิต Swift ส่งออกทั่วอาเซียนและโอเชียเนียหรือยังจะให้อินโดนีเซีย
และมาเลย์เซียเป็นฐานการส่งออกอยู่เช่นเคย

ที่มา : http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=1331:2010-all-new-suzuki-swift-&catid=84:new-cars-worldwide&Itemid=55

Mitsubishi : แคมเปญส่งเสริมการขาย มิถุนายน 2010

มาสด้าชี้ปัจจัยบวกเพียบส่งยอดขายพุ่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มิถุนายน 2553 17:47 น.
ข่าวในประเทศ – มาสด้า ฟุ้งยอดขายเดือนพฤษภาคมเกิน 3,000 คัน โต 275% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ประธานใหม่เผย ปัจจัยบวกเอื้อทั้ง อัตราดอกเบี้ยต่ำ ราคาน้ำมันนิ่ง พร้อมจัดกิจกรรมช่วงโลว์ซีซั่น จับกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่จับตามองและติดตามสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมานานพอสมควร ซึ่งยอดขายรวมทั้งตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าจะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอยู่บ้าง แต่นับว่าปัจจัยบวกยังมีอยู่มาก และยังคงมีเสถียรภาพอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ยังเอื้อให้ธุรกิจรถยนต์ดำเนินไปได้ด้วยดี ทั้ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ยังคงตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก ความยืดหยุ่นของบริษัทไฟแนนซ์ที่รับเช่าซื้อรถยนต์ ที่สำคัญราคาน้ำมันมีความคงที่ไม่ขึ้นลงเหมือนปีก่อนๆ หากจะมองมุมธุรกิจมหภาคแล้ว พื้นฐานเศรษฐกิจประเทศไทย ยังมีความเข็มแข็งอยู่มากซึ่งถ้าดูจากยอดการจำหน่ายโดยรวมต้องถือว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยมีความสดใสมากขึ้นและคาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

การแข่งขันตลาดรถยนต์ในขณะนี้ค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก หรือ บีคาร์ หลังการเปิดตัวมาสด้า2 ใหม่ ได้กระตุ้นตลาดผู้บริโภคให้เกิดความนิยมรถขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดในเซ็กเม้นต์นี้เติบโตมาโดยตลอด แม้ว่าในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาตลาดจะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในประเทศที่เกิดขึ้น แต่มาสด้าก็ยังสามารถฝ่าวิกฤตครั้งสำคัญนี้ได้อย่างสวยงาม ด้วยยอดขายเกิน 3 พันคันเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้นสูงถึง 3,253 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 275% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2 ใหม่ทั้ง 2 รุ่น แฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู ที่ยอดขายสูงสุดรวมกันถึง 2,360 คัน ส่วนมาสด้า3 ที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดมียอดขายสูงถึง 462 คัน และรถสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ ซึ่งเดือนนี้เริ่มผลิตรถมากขึ้น สามารถส่งมอบได้ถึง 424 คัน และในส่วนของรถสปอร์ตครอสโอเวอร์สุดหรู 7 ที่นั่ง มาสด้า CX-9 ใหม่ มีจำนวนทั้งสิ้น 5 คัน และรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุน มาสด้า MX-5 ใหม่ เดือนนี้ส่งมอบให้ลูกค้า 2 คัน

สำหรับในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่สำหรับมาสด้านั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับกิจกรรมสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ “เจ็นนาว” หรือ Generation NOW ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในโลกดิจิตอล จึงมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยกิจกรรมการตลาดสุดมันส์ “Mazda2 on Campus… Zoom-Zoom Life Begins” เตรียมออกเดินสายตามมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามาสด้าประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายไปพร้อมๆ กับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นอกการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดแล้ว ยังคงเน้นสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าควบคู่ไปกับการสร้างดีมานด์ในตลาด ในเดือนนี้จึงส่งแคมเปญสื่อสารใหม่ซึ่งพูดโดยตรงกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นการบอกจุดเด่นเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่นและความสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถผ่านบุคลิกของผู้ใช้ ภายใต้แคมเปญ “มาสด้า ฮอตแฮตช์” ด้วยการโปรโมทสองพี่น้องตระกูลสปอร์ตแฮตช์แบค 5 ประตู มาเอาใจคนพันธุ์แฮตช์ รุ่นพี่มาสด้า3 ที่สปอร์ตหรู มีสไตล์ ร่วมกับรุ่นน้องมาสด้า2 ใหม่ สปอร์ตท้าทาย จิ๊ดได้อีก พร้อมมอบรายการส่งเสริมการขายเพื่อให้ลูกค้ามาสด้าเป็นเจ้าของรถในฝันได้ง่ายขึ้น

โดยรถยนต์นั่งสปอร์ตมาสด้า3 รับฟรีค่าบำรุงรักษานานถึง 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุดถึง 3 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 2.19 % เท่านั้น ในส่วนของมาสด้า2 ใหม่ ทั้งรุ่นแฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี

ในส่วนของรถสปอร์ตปิคอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ รุ่นฟรีสไตล์แค็ป V Hi-Racer หรือรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของมาสด้า รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีแล้ว อัตราผ่อนชำระเพียงเดือนละ 6,299 บาทเท่านั้น และยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีด้วยเช่นกัน ในส่วนของรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง มาสด้า ซีเอ็กซ์-9 ใหม่ รับฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุดถึง 3 ปี

สำหรับสปอร์ตโรดสเตอร์มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 ใหม่ รับฟรีประกันคุณภาพนานถึง 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร ฟรีค่าบำรุงรักษานาน 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุดถึง 3 ปี

โปรตอนอัดแคมเปญ เอ็กซ์โซร่า ดันยอด

บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ โปรตอน ในประเทศไทย จัดแคมเปญใหม่สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ โปรตอน เอ็กซ์โซร่า ทุกรุ่น ด้วยเงื่อนไขสิทธิพิเศษ ดาวน์เพียง 5 % ผ่อน 84 เดือน ดอกเบี้ย 3.49 % หรือดอกเบี้ย 1.99 % ผ่อน 36 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 สอบถามรายละเอียดและทดลองขับ เอ็กซ์โซร่า ได้ที่โชว์รูมโปรตอนกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ

เอ็กซ์โซร่า เป็นรถยนต์ MPV 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมความกว้างสบายเหนือระดับ ระบบปรับอากาศสำหรับที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 เย็นสบายทุกที่นั่ง พร้อมความสะดวกสบายรอบคัน สุดยอดแห่งความปลอดภัยด้วย Dual Airbags และ ABS พร้อม EBD , BEBD เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกคัน ผสานเทคโนโลยีช่วงล่างจาก Lotus ประเทศอังกฤษ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 719,000 บาทเท่านั้น

ที่มา : http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9530000067078

ทาทา กดราคา”นาโน”เดินเกมรถถูก เคาะราคาต่ำกว่าอีโคคาร์ 1.5 แสน

ทาทา นาโน

แหล่งข่าวจากบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งจากอินเดีย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ทาทาเตรียมทำตลาดรถเก๋งรุ่นนาโน รถเก๋งที่สร้างความฮือฮามาแล้วในตลาดโลก ในฐานะรถ 4 ล้อ 4 ที่นั่ง ที่มีราคาต่ำที่สุดในโลก เพื่อตลาดรถราคาต่ำในประเทศไทย

ทั้งนี้ หลังจากที่ตลาดรถเก๋งสำหรับผู้ซื้อรถคันแรก เริ่มคึกคักโดยนิสสัน มอเตอร์ ได้ส่งรถยนต์รุ่นมาร์ช รถในโครงการอีโค คาร์ คันแรกมาทำตลาดในราคาเริ่มต้นเพียง 3.75 แสนบาท แม้ว่าจะไม่ใช่รถยนต์ 4 ล้อ ที่ราคาต่ำสุดในประเทศไทย แต่ด้วยแนวคิดและคุณสมบัติของรถ ทำให้ตลาดให้การยอมรับอย่างรวดเร็วๆ ดูจากผลการตอบรับนิสสันในงานมอเตอร์โชว์

ทั้งนี้ ทาทา มอเตอร์ส กำลังศึกษาโครงสร้างราคา และการวางรากฐานการรับรู้ในแบรนด์ นาโน โดยเฉพาะราคาขาย ซึ่งทาทามีเป้าหมายจะขายรถในราคาที่ถูกกว่า อีโคคาร์ของนิสสันซึ่งคาดว่าจะต้องทำราคาให้ถูกกว่า นิสสัน มาร์ช ประมาณ 1.5 แสนบาทต่อคัน

“เรากำลังคำนวณต้นทุน ว่า จะทำให้ทาทามีราคาถูกลงได้อย่างไร ทั้งนี้ สเปคของทาทาที่จะเข้ามาขาย จะต้องเป็นสเปคที่คนไทยรับได้ อาทิเช่น มีอุปกรณ์ครบ มีเครื่องปรับอากาศ แต่ยังคงเป็นเกียร์ธรรมดา ในรุ่นราคาต่ำสุด 225,000 บาท ซึ่งข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งในเวลานี้ คือ ราคาค่าขนส่งระหว่างไทยกับอินเดียถือว่ามีราคาต่ำ เนื่องจากมีตู้เปล่าเข้าไทยจากการส่งสินค้าออกจำนวนมาก นอกจากนี้ ต้นทุนที่อินเดียของทาทา นาโน ถือว่าต่ำมาก เมื่อนำมาบวกภาษีราคาก็ยังไม่สูง” แหล่งข่าวกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายอาจิต เวนคาทารามัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทาทาได้เริ่มจัดแสดงรถยนต์รุ่นนาโนในตลาด โดยการจัดแสดงรถรุ่นนาโนเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้น ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุด บริษัทได้นำ ทาทา นาโน เดินสายโรดโชว์ทั่วไทย โรดโชว์ของทาทา นาโน จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้ายอดนิยมในจังหวัดต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.เป็นต้นไป โดยในภาคเหนือจัดขึ้นที่บิ๊กซี นครสวรรค์ ในวันที่ 27-29 มี.ค. 2553 ตามด้วยบิ๊กซี พิษณุโลก ในวันที่ 2-4 เม.ย. 2553 และเซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่ ในวันที่ 30 เม.ย.- 2 พ.ค. 2553 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นที่เซ็นทรัลอุดรธานี ในวันที่ 26-28 มี.ค. 2553 ต่อด้วยเซ็นทรัล ขอนแก่นในวันที่ 2-4 เม.ย. 2553 เดอะมอลล์ นครราชสีมา ในวันที่ 9-11 เม.ย. 2553 บิ๊กซี สกลนคร ในวันที่ 23-25 เม.ย. 2553 ห้างเสริมไทย มหาสารคาม ในวันที่ 30 เม.ย.- 2 พ.ค. 2553 และร้อยเอ็ด ห้างเนวาด้า ในวันที่ 7-9 พ.ค. 2553 สำหรับภาคใต้จัดขึ้นที่บิ๊กซี สงขลา ในวันที่ 26-28 มี.ค. 2553 และโลตัส หาดใหญ่ ในวันที่ 2-4 เม.ย. 2553

ทาทา นาโน ได้รับการพัฒนาด้วยแนวคิดใหม่ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้เป็นยานยนต์ขนาดเล็กที่ประหยัดเป็นเจ้าของได้ง่าย สามารถตอบสนองความต้องการของมวลชนอย่างแท้จริง อีกทั้งได้มาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และวิ่งได้ถึง 23.6 กิโลเมตร ต่อน้ำมัน 1 ลิตร

ในโรดโชว์ดังกล่าว ทาทาจะนำรถปิกอัพฉีกกฎทาทา ซีนอน รุ่นต่างๆ ไปจัดแสดงด้วย ทั้งทาทา ซีนอน เครื่องยนต์ดีเซล VTT DICOR 2.2 ลิตร แรงหมดจดไม่ซดน้ำมันที่ให้สมรรถนะสูงสุด พร้อมประหยัดน้ำมัน เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ และทาทา ซีนอน ซีเอ็นจี ปิกอัพเครื่องยนต์ซีเอ็นจี/เอ็นจีวีแท้ 100% จากโรงงานรุ่นแรกของไทยที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้เป็นอย่างดี

“การจัดแสดงรถยนต์ทาทา นาโน ทั่วประเทศจะทำให้คนไทยได้เข้าใจถึงปณิธานของทาทาในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนความใส่ใจของบริษัทในการรักษาสิ่งแวดล้อม รถยนต์ทุกรุ่นของทาทา มอเตอร์ส ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้ง ในการพัฒนายานยนต์ ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการลูกค้า” นายอาจิตกล่าว